FAQ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องตรวจเลือดอัตโนมัติและเครื่องตรวจนับเม็ดเลือด
รวบรวมข้อสงสัยและคำแนะนำ การใช้งานเครื่องตรวจเลือด ทั้งระบบ Dry Chemistry และ Hematology Analyzer เพื่อการวิเคราะห์ผลที่ถูกต้องและยืดอายุเครื่องมือ
Dry Chemistry
Q1 : เครื่องตรวจเลือดอัตโนมัติ (Dry Chemistry) ใช้น้ำยาชนิดใดในการตรวจ?
A1 : เครื่องใช้ “แผ่นทดสอบ (Reagent Disc)” ในการตรวจวิเคราะห์ครับ โดยไม่ต้องเตรียมน้ำยาแยกชนิดเหมือนระบบทั่วไป ช่วยให้ใช้งานง่ายและลดขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างครับ
Q2 : เครื่องตรวจเลือดอัตโนมัติ (SD1) สามารถตรวจวิเคราะห์ค่าในกลุ่มใดได้บ้าง?
A2 : เครื่อง SD1 สามารถตรวจวิเคราะห์ค่าได้ครอบคลุมหลายกลุ่มสำคัญ ดังนี้ครับ
- General Chemistry: การตรวจค่าเคมีทั่วไป
- Electrolyte: การตรวจสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย
- Renal Function: การตรวจวิเคราะห์การทำงานของไต
- Lipid Profile: การตรวจวัดระดับไขมันในเลือด
Q3 : เครื่อง SD1 จะรายงานผลการตรวจครบทุกกลุ่มพารามิเตอร์ในครั้งเดียวหรือไม่?
A3 : เครื่องจะรายงานผลเฉพาะตามชนิดของแผ่นทดสอบ (Reagent Disc) ที่เลือกใช้เท่านั้นครับ จึงไม่ได้รายงานผลครบทุกกลุ่มพารามิเตอร์ในคราวเดียว แต่จะแสดงผลลัพธ์ตามรายการตรวจที่มีระบุอยู่ในแผ่นนั้นๆ ครับ
Q4 : เครื่อง SD1 ใช้ปริมาณตัวอย่างเลือดเท่าใดในการตรวจ?
A4 : ใช้ตัวอย่างเลือดในการตรวจเพียง 100 µL ต่อครั้งครับ โดยมีคำแนะนำในการเตรียมตัวอย่างดังนี้:
- ชนิดหลอดที่ใช้: เก็บตัวอย่างเลือดในหลอด Heparin Tube (จุกสีเขียว)
- ปริมาณการเก็บ: แนะนำให้เก็บเลือดในหลอดปริมาณ 1–2 mL เพื่อนำมาใช้ในการตรวจวิเคราะห์ครับ
Q5 : เครื่อง SD1 ใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์ต่อหนึ่งตัวอย่างกี่นาที?
A5 : เครื่อง SD1 ใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์ประมาณ 12 นาทีต่อตัวอย่างครับ ช่วยให้ทราบผลได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มความคล่องตัวในการวินิจฉัยครับ
Hematology Analyzer
Q1 : เครื่องตรวจนับเม็ดเลือดแบบ 3-Part และ 5-Part แตกต่างกันอย่างไร?
A2 : ความแตกต่างหลักคือ “ความสามารถในการแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว (WBC)” ครับ โดยเปรียบเทียบตามรุ่นได้ดังนี้
รุ่น HAS-310 (ระบบ 3-Part): แยกเม็ดเลือดขาวได้ 3 กลุ่ม (รายงานผลเป็น Lym%, Mid%, Gran%)
- LYM (Lymphocyte)
- MID (Monocyte + Eosinophil + Basophil รวมกัน)
- GRAN (Neutrophil รวมกับ granulocyte อื่นๆ)
รุ่น SXHA-610 (ระบบ 5-Part): แยกเม็ดเลือดขาวได้ละเอียดถึง 5 กลุ่ม (รายงานผลเป็นเปอร์เซ็นต์ของแต่ละชนิดอย่างครบถ้วน)
- LYM (Lymphocyte)
- NEU (Neutrophil)
- MON (Monocyte)
- EOS (Eosinophil)
- BAS (Basophil)
Q2 : เครื่องตรวจนับเม็ดเลือดแบบ 3-Part และ 5-Part ใช้น้ำยาเหมือนกันหรือไม่?
A2 : ไม่เหมือนกันครับ เนื่องจากระบบการวิเคราะห์ของทั้งสองรุ่นมีความแตกต่างกัน โดยแบ่งการใช้น้ำยาดังนี้:
- รุ่น HAS-310 (ระบบ 3-Part) ใช้น้ำยา 3 ชนิด ได้แก่: Diluent, Lyse และ Probe Cleanser
- รุ่น SXHA-610 (ระบบ 5-Part) ใช้น้ำยา 4 ชนิด ได้แก่: Diluent, LH Lyse, Diff Lyse และ Probe Cleanser
Q3 : ต้นทุนต่อการตรวจ (Cost per test) ของเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดประมาณเท่าไหร่?
A3 : ต้นทุนต่อการตรวจจะผันแปรตาม “จำนวนเคสที่ตรวจต่อวัน” ครับ ยิ่งตรวจมาก ต้นทุนต่อเทสจะยิ่งลดลง โดยประมาณการได้ดังนี้:
รุ่น HAS-310 (ระบบ 3-Part)
- ตรวจ 1 ราย/วัน: ประมาณ 35 บาท/เทส
- ตรวจ 5 ราย/วัน: ประมาณ 15 บาท/เทส
- ตรวจ 10 ราย/วัน: ประมาณ 10 บาท/เทส
รุ่น SXHA-610 (ระบบ 5-Part)
- ตรวจ 1 ราย/วัน: ประมาณ 60 บาท/เทส
- ตรวจ 5 ราย/วัน: ประมาณ 32 บาท/เทส
- ตรวจ 10 ราย/วัน: ประมาณ 25 บาท/เทส
Q4 : เครื่องตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) สามารถตรวจได้กี่พารามิเตอร์ และมีค่าอะไรบ้าง?
A4 : จำนวนพารามิเตอร์ที่ตรวจได้จะขึ้นอยู่กับรุ่นของเครื่องครับ
รุ่น HAS-310 (ระบบ 3-Part): ตรวจวัดได้ 21 พารามิเตอร์
- ได้แก่: WBC, LYM#, MID#, GR#, LYM%, MID%, GR%, RBC, HGB, HCT, MCV, MCH, MCHC, RDW-CV, RDW-SD, PLT, MPV, PDW, PCT, P-LCC และ P-LCR
รุ่น SXHA-610 (ระบบ 5-Part): ตรวจวัดได้ 25 พารามิเตอร์
- ได้แก่: WBC, RBC, HGB, HCT, MCV, MCH, MCHC, RDW-SD, RDW-CV, PLT, MPV, PCT, PDW, P-LCR, P-LCC รวมถึงการแยกชนิดเม็ดเลือดขาวที่ละเอียดกว่าคือ NEU%, LYM%, MON%, EOS%, BAS%, NEU#, LYM#, MON#, EOS# และ BAS#
Q5 : การเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจ CBC ควรใช้หลอดชนิดใด และต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่?
A5 : แนะนำให้เก็บตัวอย่างเลือดชนิด Whole blood ในหลอด EDTA (จุกสีม่วง) ปริมาณประมาณ 1–2 mL ครับ